Vitamin D ที่ไม่ได้มี "ดี" แค่ชื่อ D ในยุคเชื้อไวรัสระบาด

วิตามินดี 🅓 ไม่ได้มีดีแค่เรื่องกระดูกและฟัน

แต่รู้หรือไม่ วิตามินดียังดีต่อ...การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย

จากงานวิจัยใหม่ๆ ที่ได้รับการตีพิมพ์มาอย่างมากมายกับคุณสมบัติสำคัญในการลดภาวะอาการแทรกซ้อน ความรุนแรงอาการเจ็บป่วย รวมถึงป้องกันเชื้อไวรัสต่างถือเป็นตัวช่วยดีๆในช่วงที่โลกกำลังเผชิญหน้ากับเจ้าไวรัสตัวร้าย ว่าแต่วิตามินดีมีดีอย่างไรบ้าง


Innovation Beauty จะพาไปไขข้อข้องใจกันค่ะ

แหล่งที่มา ของ Vitamin D


วิตามินดีสร้างได้จากผิวเราที่โดนรังสียูวีบี (Ultraviolet B ray) จากแสงแดดเป็นหลัก วิตามินตัวนี้ได้รับจากอาหารได้น้อย


อาหารที่เป็นแหล่งของวิตามินดี อาหารพบมากในปลาที่มีไขมันสูง เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาทู ปลาซาร์ดีน ไข่ และนมที่มีการเติมวิตามินดี


วิตามินดีที่ได้จากแสงแดด และ จากอาหาร จะถูกนำไปเปลี่ยนรูปที่ตับอีกทีได้ตัว 25-(OH)-D ซึ่งเป็นตัวที่เรานิยมตรวจกันในเลือด


วิตามินดีตัวที่ผ่านตับนี้ จะถูกนำไปเปลี่ยนแปลงต่อที่ไต จึงจะได้วิตามินดีที่ออกฤทธิ์ได้ (Active form of vitamin D) ทั่วร่างกายในตำแหน่ง อวัยวะ เซลล์ต่างๆ

บทบาทของ Vitamin D


ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส ซึ่งมีความสำคัญในการสร้างกระดูกและฟันและการเจริญเติบโตตามปกติของเด็กๆ ช่วยในการทำงานของเซลล์ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายในการตอบสนองต่อการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียได้ดียิ่งขึ้น ลดภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

ลดกระบวนการอักเสบเรื้อรัง (Chronic inflammation) ในร่างกาย ช่วยเสริมการทำงานของระบบประสาทและสมอง ป้องกันโรคสมองเสื่อม ลดโอกาสเกิดโรคซึมเศร้า ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งบางชนิดได้ เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นต้น

Vitamin D ตัวช่วยดีๆด้านภูมิคุ้มกัน


วิตามินดีช่วยให้เซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจเราแข็งแรง เชื้อโรคจึงบุกเข้ามายาก โดย

1. วิตามินดีกระตุ้นให้สร้างสารต่อต้านเชื้อโรคในกลุ่มเปบไทด์ เช่น Defensins & Cathelicidin

2. ลดการอักเสบของร้างกาย-วิตามินดีคุมการสร้างสารก่ออักเสบในร่างกายไม่ให้มีมากเกินไปจนเกิดผลเสียต่อร่างกายเรา เรียกว่าเป็น Immunomodulators

Vitamin D งานวิจัยด้านภูมิคุ้มกัน


วิตามินดี (Vitamin D) มีบทบาทสำคัญในการลดโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อต่างๆ รวมถึงเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจได้ในหลากหลายงานวิจัยที่ผ่านมา

การศึกษาต่าง ๆ ที่ผ่านมา พบว่า ผู้ที่มีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำ (Vitamin D deficiency / Insufficiency) มีความเสี่ยงติดเชื้อไวรัส ได้มากกว่า ผู้ที่มีระดับวิตามินในเลือดปกติ และยังพบว่าการได้รับวิตามินดีเสริม ไม่ว่าจะเป็นทางการรับประทาน (Oral form) หรือ แบบฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (Intramuscular injection) ช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อได้ และ ยังลดอาการความรุนแรงของโรค เมื่อมีการติดเชื้อและมีอาการได้อีกด้วย 1


ได้มีการทดลองเสริมวิตามินดี3 ขนาดวันละ 1,200 IU ให้กับเด็กนักเรียนญี่ปุ่น 167 คน โดยไม่สนใจระดับวิตามินดี พบว่าการเสริมวิตามินดี สามารถลดอัตราการป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล (the incidence of seasonal Influenza A) ได้เกือบเท่าตัว ในเด็กกลุ่มที่ได้รับวิตามินดีเสริม 2


ผู้ที่มีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำ มีความเสี่ยงติดเชื้อไวรัส ได้มากกว่า ผู้ที่มีระดับวิตามินในเลือดปกติ 3


References

(1) VitaminD and Immune System, Journal of Investigative Medicine (2011)

(2) Randomized trial of vitaminD supplementation to prevent seasonal influenza A in schoolchildren, The American Journal of Clinical Nutrition (2010)

(3) Ilie PC, Stefanescu S, Smith L. The role of vitamin D in the prevention of coronavirus disease 2019 infection and mortality. Aging Clin Exp Res. 32(7):1195-1198 (2020)

5 views0 comments